พัฒนาการทารกในครรภ์ 9 เดือนเกิดอะไรขึ้นบ้าง

การทำความเข้าใจเรื่อง “พัฒนาการของทารกในครรภ์” เป็นสิ่งที่ คุณพ่อ คุณแม่ ควรศึกษารายละเอียด เป็นอย่างยิ่ง เพื่อจะได้ช่วยกระตุ้นพัฒนาการและสามารถบำรุงลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่ได้อย่างเหมาะสม และถูกต้อง ทารกน้อย จะได้มีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง พร้อมเผชิญกับโลกกว้าง โดยระบบการเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านร่างกาย และพัฒนาการในบางช่วง มีข้อมูลคร่าวๆ ที่คุณพ่อ – คุณแม่ ควรทราบดังนี้  1-8 สัปดาห์                 หลังจากการปฏิสนธิ และแบ่งเซลล์เรียบร้อยแล้ว เราจะเรียกระยะต่อจากนี้ว่า ระยะตัวอ่อน หรือ เอ็มบริโอโดยเมื่อ เอ็มบริโอ เจริญเติบโต จะเริ่มพัฒนาเนื้อเยื่อชั้นนอก ชั้นกลางและชั้นใน ซึ่งเนื้อเยื่อเหล่านี้จะพัฒนาเป็นอวัยวะต่างๆ ต่อไป  สัปดาห์ที่ 9-12             – ลักษณะของร่างกาย เริ่มสร้างกระดูกแขนและขา นิ้วมือนิ้วเท้า อวัยวะเพศเริ่มมองเห็นชัดเจนขึ้น จึงสามารถอัลตร้าซาวด์ได้             – อวัยวะภายใน มีเม็ดเลือดแดงเกิดขึ้นในตับ ลำไส้ในช่องท้องเริ่มพัฒนามากขึ้น การสร้างกระดูกเพิ่มมากขึ้น  สัปดาห์ที่ 13-16             – ลักษณะของร่างกาย …

วิธีเช็คพัฒนาการของเด็ก

How-to-check-the-development-of-children-news-site

เรื่องเลี้ยงลูกเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่งทั้งพ่อและแม่ควรที่ช่วยกันเลี้ยงและคอยสังเกตุพฤติกรรมต่างๆ ของลูกอยู่เสมอ ว่าลูกของเรามีทิศทางไปในทางใดจะได้แก้ไขได้ทัน เพราะถ้าลูกเรามีพฤติกรรมที่ไม่ดีแล้วทิ้งไว้นานก็จะส่งผลทำให้ลูกของเราชินกับพฤติกรรมเหล่านั้นไปจนโตได้ คุณพ่อคุณแม่จึงต้องช่วยกัน พูดคุยกันอยู่เสมอ จริงๆ แล้วเด็กจะมีพัฒนาการตามวัยอยู่แล้วล่ะ แค่เราคอยสังเกตุให้ดีก็พอ หลายคนแอบสงสัยแล้วจะรู้ได้ไงว่าพัฒนาการของเด็กๆ แต่ละช่วงวัยจะเป็นอย่างไร เราจึงได้นำข้อมูลมาฝากทุกท่านกันด้วย การจับจ้องดูภาพ (4-12 เดือน) คุณพ่อคุณแม่ลองนำรูปภาพเป็นสีดำแดง ให้ลูกมองไปจ่อที่ลูกแล้วทำการเคลื่อนไหวไปมา ถ้าลูกของท่านมองตามรูปภาพไปมา นั่นหมายถึงว่าลูกของท่านมีพัฒนาการที่ดีตามวัยเด็กที่ควรจะเป็น ใช้อุปกรณ์ตกแต่งจองเล่นโมบายห้อยที่เปลของลูกน้อย (2-4 เดือน) จริงๆแล้ววิธีนี้ถือว่าเป็นวิธีที่ดีมากเลยทีเดียว เพราะเป็นการฝึกให้เด็กได้ยินเสียง และมองตามความเคลื่อนไหวของวัตถุ ในบางครั้งถ้าหนูน้อยมีการเอื้อมมือพยายามจะจับที่โมบายนั้น หรือส่งเสียงออกมานั่นแสดงให้เห็นว่าหนูน้อยมีพฤติกรรมที่ดีเลยทีเดียว เช็คพฤติกรรมเด็กด้านความต้องการ (4-12 เดือน) คุณพ่อคุณแม่ลองนำของเล่น 2 สิ่ง มาวางต่อหน้าเจ้าตัวเล็กดู แล้วหลังจากนั้นก็ให้หยิบออกไป 1 อัน หรือไม่ก็ลองขยับดู ถ้าเจ้าตัวเล็กพยายามเอื้อมไปหยิบสิ่งของนั้น หรือแม้แต่แสดงออกทางสีหน้าไม่ว่าจะเป็นการยิ้ม หัวเราะ ทำหน้าตาไม่พอใจออกมา นั่นแสดงว่าลูกของท่านมีพฤติกรรมที่ดีสมวัยแล้วล่ะ ฝึกให้ลูกน้อยมีพฤติกรรมโต้ตอบ (2-6 เดือน) คุณต้องมีการฝึกให้ลูกน้อยของคุณมีพฤติกรรมโต้ตอบ เช่นคุณลองหาของเล่นที่มีเสียงมาวางไว้ใกล้ๆ มือของลูกแล้วขยับไปขยับมา ถ้าลูกน้อยของคุณมีการพยายามเอื้อมมือหยิบของเล่นก็แสดงให้เห็นว่าเด็กมีพฤติกรรมโต้ตอบไปในทางที่ดีมากเลยล่ะ ทำการทดสอบในเรื่องการดันของร่างกาย (0-6 เดือน) เป็นการทดสอบร่างกายลูกในด้านความดันว่าลูกมีอาการ …

เมื่อลูกมีไข้ดูแลอย่างไรให้ถูกวิธีและปลอดภัย

How-do-children-have-a-fever-news-site

หัวอกของคนเป็นพ่อเป็นแม่ เมื่อลูกน้อยเกิดไม่สบายขึ้นมาแน่นอนเลยล่ะว่าพ่อแม่คงรู้สึกไม่มีความสุข ต้องคอยกังวลว่าลูกตัวเองเป็นอะไร ลูกขยับตัว ลูกร้องก็ต้องรีบวิ่งมาดูแล้วใช่หรือไม่ ยิ่งเป็นคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ยิ่งทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าเมื่อลูกเราเกิดอาการไม่สบาย หรือเป็นไข้ขึ้นมาจะทำตัวอย่างไรดี ดังนั้นอยากให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ได้มาอ่านเนื้อหาตรงนี้ เพื่อที่จะได้ทราบถึงข้อมูลในการช่วยดูแลลูกของท่านได้อีกด้วย ในกรณีที่ลูกน้อยเป็นไข้ หรือไม่สบายจะได้ทำตัวถูกนั่นเอง สาเหตุของการเกิดอาการไข้ของเด็กน้อย – ติดอาการไข้จากคนรอบข้าง ในส่วนนี้นั้นถ้าลูกของคุณยังเป็นเด็ก แนะนำว่าอย่าพยายามให้ออกไปข้างนอกมากเท่าไหร่นัก เนื่องจากภูมิต้านทานของเด็กยังมีน้อยอยู่นั่นเอง ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย – เป็นไข้หลังจากมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในร่างกาย เมื่อเด็ก ได้รับสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในร่างกายไม่ว่าจะเป็นจาการดื่มกิน จากการไปฉีดวัคซีนรูปแบบต่างๆ ก็สามารถส่งผลเสียให้กับเด็กได้เหมือนกันและเสี่ยงต่อการเป็นไข้ได้อีกด้วย – เกิดจากแผล ความอดทนของเด็กน้อยยังถือว่ามีน้อยมาก ดังนั้นเมื่อลูกน้อยเกิดแผลขึ้นมาตามตัว ก็จะยิ่งส่งผลให้เด็ก มีอาการไข้ได้อีกด้วยนั่นเอง ข้อควรปฎิบัติ ในบางครั้งท่านอาจจะคิดว่าลูกของท่านมีอาการมีไข้ต่ำคงจะไม่มีอะไรต้องกังวลหลอกมั้ง แต่จริงๆ แล้วคิดผิดเลยล่ะ ไม่ว่าจะมีไข้ต่ำหรือไข้สูงก็จะส่งผลให้เด็ก ได้รับอันตรายได้ทั้งนั้น ท่านจึงจำเป็นต้องพาเด็ก ไปหาหมอโดยทันทีเมื่อมีอาการเพื่อที่จะได้ไม่เกิดอาการที่รุนแรงกว่านี้ตามหลังมาในภายหลัง ใช้ปรอทวัดไข้เบื้องต้น ก่อนที่เราจะพาลูกน้อยของเราไปหาหมอ ก่อนอื่นเลยเราต้องใช้ปรอทวัดไข้ให้เป็น เพราะเราจะได้รู้อาการเบื้องต้นของลูกเราด้วยว่ามีอาการเป็นอย่างไร จะได้เตรียมความพร้อมในการรับมือและไปแจ้งรายละเอียดต่างๆ กับคุณหมอให้ได้รายละเอียดมากที่สุด 1. ทำการซับรักแร้ให้แห้งเสียก่อน แล้วให้นำตัวปรอทมาทำารสบัดไปมา ให้อุณหภูมิลงมาต่ำลงในระดับ 35 องศาเซลเซียส 2. จับลูกน้อยของเรากางแขนออกกว้างแ ล้วให้นำตัวปรอทมาเสียบตรงบริเวณรักแร้แต่อย่าให้ตัวปรอทเลยผ่านไปทางข้างหลังเด็ดขาด 3. …

เลี้ยงเด็กอย่างไรให้เป็นอัจฉริยะ

Genius-boy-news-site

หลายคนน่าจะเคยได้ยินถึงคำกล่าวว่า มีลูกดีถือว่าโชคดีกว่าถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง สำหรับคนที่ยังไม่แต่งงานมีครอบครัวก็คงอาจจะสงสัยว่าจะดีกว่าถูกรางวัลที่หนึ่งอย่างไรกัน แต่สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกคงจะเข้าใจถึงคำกล่าวนี้ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว เพราะการที่จะเลี้ยงลูกให้นิสัยดีโตไปมีภูมิต้านทานกับสังคมในยุคสมัยนี้ถือว่ายากมากเลยล่ะ เพราะสังคมในยุคนี้มีสิ่งเร้ามากมายเหลือเกิน แต่สิ่งที่ยากกว่าการเลี้ยงลูกให้เติบโตเป็นคนดีนั้นก็คือการเลี้ยงลูกให้เก่งนั่นเองไม่ว่าจะในด้านกีฬา ด้านการเรียน หรือความรู้เฉพาะด้านก็ตาม และยังมีสิ่งที่ยากมาขึ้นไปอีกขั้นก็คือการเลี้ยงลูกให้เป็นอัจฉริยะ แต่จริงๆ แล้วเราทุกคนสามารถที่เลี้ยงลูกเราให้เป็นอัจฉริยะได้นะ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ท่านใดอยากทราบข้อมูลเหล่านี้ต้องห้ามพลาดเด็ดขาด เพราะลูกจะเติบโตเป็นคนเก่งได้นั้นต้องมีพ่อแม่เป็นคนผลักดัน 1. คุณต้องฝึกให้ลูกทำงานบ้านด้วยตัวเอง การที่คุณได้ฝึกให้ลูกของคุณนั้นทำงานบ้านด้วยตัวเองถือว่าเป็นข้อดีมากเลยทีเดียว เพราะจะช่วยทำให้พวกเขาเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือตัวเองอยู่เสมอ รู้จักหน้าที่ของตัวเองพร้อมเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพได้ในอนาคต อีกทั้งยังเป็นการฝึกให้เขาช่วยเหลือคนอื่น 2. มีการวางแผนอนาคตลูกและพูดคุยกับลูกถึงความต้องการ คุณพ่อคุณแม่ต้องมีการวางแผนไว้ให้ลูกตั้งแต่เด็กถึงความต้องการของลูกว่าลูกของคุณนั้นชอบอะไร ต้องารอะไร หรืออยากเป็นอะไร ต้องหัดสังเกตุให้ดี แล้วหลังจากนั้นก็ส่งลูกไปเรียน ไปติวหรือเข้าคอร์สต่างๆ เพื่อเพิ่มทักษะให้ตัวลูกของคุณให้มากขึ้นด้วย พอโตมาสักหน่อยก็วางแผนการเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยของลูกเพื่อเป็นการเอาใจใส่ของพวกเขาในอนาคตด้วยเช่นกัน และที่สำคัญเลยคือห้ามบังคับลูกๆ เด็ดขาดเพราะถึงเราจะหวังดีแต่ชีวิตของลูกเราสำคัญที่สุด และคงจะมีความสุขที่สุดถ้าได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก 3. ให้ความอบอุ่นกับลูก ใช้เวลาออกไปทำกิจกรรมภายในครอบครัวคุณต้องรู้จักให้ความอบอุ่นกับลูกอยู่เสมอโดยการทำกิจกรรมของคนภายในครอบครัว ถือว่าเป็นวิธีที่ดีเลยทีเดียว เพราะลูกจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ด้วยความรัก มีจิตใจที่ดีไม่รู้สึกว่าตัวเอง นั้นขาดหรือด้อยค่าแต่อย่างใด จะส่งผลให้ลูกนั้นมีการเรียนรู้ที่ดีและพัฒนาการที่ดีได้ในอนาคต 4. สอนคณิตศาสตร์ให้ลูกตั้งแต่ยังเด็ก ยิ่งลูกน้อยของคุณเรียนรู้ในคณิตศาสตร์ได้เร็วก็จะทำให้เขาได้ฝึกสมองได้เร็ว ได้เรียนรู้ว่าคณิตศาสตร์ไม่ใช่เรื่องที่ยาก ส่งผลไปถึงในเรื่องของอาชีพในอนาคตได้อีกด้วย เรามักที่จะเห็นเด็กที่เป็นอัจฉริยะมีความเก่งในเรื่องคณิตศาสตร์ใช่หรือไม่ล่ะ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมคุณพ่อคุณแม่จึงต้องใส่ใจในเรื่องของคณิตศาสตร์ให้มากขึ้น ถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่เก่งก็สามารถส่งไปเรียนตามโรงเรียนกวดวิชา จิตคณิตหรืออะไรก็ได้ที่เน้นในด้านนี้ 5. อย่าให้ลูกเครียด ถ้าลูกน้อยของคุณไม่เครียดตั้งแต่เด็ก เรื่องพัฒนาการทางสมองก็จะยิ่งดี เด็กๆ …

เทคนิคการอาบน้ำสำหรับเด็กแรกเกิดแบบง่ายๆ

Newborn-baby-shower-news-site

การอาบน้ำในชีวิตประจำเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำเสมอไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ แต่สำหรับเด็กแรกเกิดนั้นไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ รวมทั้งมีร่างกายที่บอบบาง ใน 6 เดือนแรกร่างกายของเด็กจะยังไม่มีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง สิ่งที่พ่อแม่ควรเลี้ยงคือผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมี หรือเลี้ยงไม่ใช้สารใดๆ เลย นอกจากน้ำเปล่า เพราะเด็กอาจจะเกิดการแพ้ได้ นอกจาการอาบน้ำจะเป็นการล้างทำความสะอาดร่างกายแล้วยังถือเป็นการกระตุ้นให้โลหิตไหลเวียนได้ดีขึ้นอีกด้วย จำนวนในการอาบน้ำในแต่ละวันควรอาบไม่เกิน 2 ครั้งต่อวัน และสระผมแค่เพียงวันละ 1 ครั้งก็เพียงพอแล้ว การแนะนำในการอาบน้ำเด็กคืออาบน้ำก่อนที่จะดื่มนม เพราะหูรูดกระเพราะอาหารของเด็กนั้นยังไม่แข็งแรง ซึ่งอาจเกิดการสำลักขึ้นมาได้ ต่อไปเป็นการเตรียมอุปกรณ์คือทุกอย่างต้องพร้อมเสมอ มีอุปกรณ์ และวิธีการดังต่อไปนี้ เตรียมอุปกรณ์ และวิธีการอาบน้ำ เตรียมน้ำอุ่นในอุณภูมิที่เหมาะสม สามารถวัดอุณภูมิได้ประมาณ 37 องศาเซลเซียส ใช้มือลองจุ่มน้ำทดสอบ น้ำไม่ควรร้อนหรือว่าเย็นเกินไป เตรียมผ้าขนหนู ใช้ผ้าขนหนูพันรอบตัวเด็กไม่แน่นหรือหลวมเกินไป โดยใช้ผ้าพันจากด้านหลังวางเด็กไว้ตรงกลางป้า ให้ศีรษะวางเลยโผล่จากผ้าขึ้นไป แล้วพันผ้าทีละข้างไปรอบส่วนไหล่ทั้งสอง อุ้ม เด็กที่พันผ้าเรียบร้อยแล้ว ให้ตัวเด็กแนบด้านข้างลำตัวพ่อแม่ เด็กจะอยู่ใต้รักแร้พอดี ใช้มือข้างที่ไม่ถนัดประคองศีรษะจนถึงต้นคอ เอานิ้วมือสองนิ้วคือนิ้วโป้ง กับนิ้วกลางกดเบาๆ ปิดใบหูเด็กพับไว้ เพื่อป้องกันน้ำเข้าหู ใช้มืออีกข้างที่ถนัดชุบน้ำบิดหมาดๆ นำมาเช็ดใบหน้า ใต้คาง ซอกหู เบาๆ ให้สะอาด หลังจากนั้นชุบน้ำ อีกครั้งแล้วเช็ดที่ศีรษะ ใช้ร่วมกับนิ้วนวดวนเบาๆ …